12.6 รายงานข่าว AI อุตสาหกรรมคริปโตเคอเรนซีเข้าสู่ยุคใหม่ของการกำกับดูแล

GateUser-26c36996
BTC0.24%
ETH0.95%
SOSO-1.14%
M-0.41%

1. พาดหัวข่าว

1. ประธานเฟดพาวเวลล์ส่งสัญญาณสายเหยี่ยว Bitcoin ร่วงกว่า 10%

ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เจอโรม พาวเวลล์ กล่าวในสุนทรพจน์ว่าการควบคุมเงินเฟด อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ท่าทีสายเหยี่ยวนี้ทำให้ตลาดการเงินผันผวนอย่างรุนแรง Bitcoin ร่วงลงกว่า 10% ในวันเดียว หลุดระดับ 17,000 ดอลลาร์

พาวเวลล์เน้นย้ำว่า แม้เงินเฟ้อจะชะลอลงแต่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% อยู่มาก เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าที่คาดและคงไว้ในระดับนั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง หมายความว่าเฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยและรักษานโยบายดอกเบี้ยสูงต่อไป

นักวิเคราะห์ชี้ สุนทรพจน์ของพาวเวลล์ทำให้ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยแรงขึ้นอีก สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูงจะเพิ่มต้นทุนโอกาสของนักลงทุน กดมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยง Bitcoin ในฐานะการลงทุนทางเลือกจึงถูกเทขายเป็นกลุ่มแรกๆ

ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ พุ่งขึ้นหลังพาวเวลล์กล่าวสุนทรพจน์ เพิ่มแรงกดดันต่อคริปโตโดยรวม โดยภาพรวม ท่าทีสายเหยี่ยวของพาวเวลล์สร้างความวิตกกังวลต่อเศรษฐกิจถดถอย นักลงทุนหนีจากสินทรัพย์เสี่ยงไปหาที่หลบภัย

2. ญี่ปุ่นเตรียมเก็บภาษีคริปโตอัตราเดียว 20%

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมปรับนโยบายเก็บภาษีรายได้จากการซื้อขายคริปโต โดยจะเก็บภาษีในอัตราเดียว 20% ไม่ว่ามูลค่าการซื้อขายจะมากหรือน้อย ให้เทียบเท่าหุ้นและกองทุนรวม การปรับนี้หวังลดภาระภาษีของนักลงทุนและกระตุ้นตลาดภายในประเทศ

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นใช้การเก็บภาษีแบบรวมรายได้จากคริปโตกับรายได้ประเภทอื่น ใช้อัตราก้าวหน้า สูงสุดถึง 55% ซึ่งถูกมองว่าขัดขวางการพัฒนาตลาดคริปโตญี่ปุ่น

นโยบายใหม่จะเปลี่ยนมาเก็บแยกต่างหาก ไม่รวมกับเงินเดือนหรือรายได้จากธุรกิจ แต่เก็บเฉพาะ 20% คาดจะบรรจุในแนวนโยบายปฏิรูปภาษีปี 2026

นักวิเคราะห์ชี้ การเปลี่ยนแปลงนี้จะลดภาระภาษีของนักลงทุนอย่างมาก ดึงดูดเงินทุนเข้าสู่ตลาดคริปโตญี่ปุ่น และการใช้อัตราเดียว 20% ยังช่วยให้กระบวนการเสียภาษีง่ายขึ้น ลดภาระนักลงทุน

ที่น่าสนใจคือ เมื่อปฏิรูปภาษีเดินหน้า คาดว่าญี่ปุ่นจะปลดล็อกกองทุนรวมที่มีองค์ประกอบคริปโต เปิดโอกาสให้สถาบันลงทุนในคริปโตมากขึ้น

3. กลุ่มแฮ็กเกอร์ Lazarus ใช้ AI ยกระดับการโจมตี

ตามรายงานของบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ AhnLab พบว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ “Lazarus” มีความเคลื่อนไหวสูงสุดในรอบปีที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าการโจมตีแบบฟิชชิ่งเจาะจง เช่น แฝงตัวเป็นอีเมลเชิญบรรยาย หรือสัมภาษณ์ เพื่อหลอกให้เป้าหมายเปิดเอกสาร

รายงานระบุ Lazarus ถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีครั้งใหญ่หลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ By ถูกแฮ็กเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ปีนี้ รวมถึงการแฮ็กตลาด Up ของเกาหลีใต้มูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเร็วๆ นี้

ที่น่าจับตาคือ การนำ AI มาใช้จะทำให้สร้างอีเมลฟิชชิ่ง หน้าเว็บไซต์ปลอม และเนื้อหาปลอมลึกได้สมจริงยิ่งขึ้น ทำให้ภัยคุกคามซับซ้อนขึ้นในอนาคต

นักวิเคราะห์ชี้ จุดประสงค์หลักของการยกระดับการโจมตี คือ เพื่อขโมยทรัพย์สินคริปโต เนื่องจากแพลตฟอร์มซื้อขายและกระเป๋าคริปโตมีผู้ใช้ที่มีสินทรัพย์สูงจำนวนมาก เป็นเป้าหมายหลักของแฮ็กเกอร์

AhnLab แนะนำให้องค์กรสร้างระบบป้องกันหลายชั้น ตรวจสอบความปลอดภัยสม่ำเสมอ อัปเดตแพตช์ และอบรมพนักงาน รวมถึงแนะนำผู้ใช้ทั่วไปเปิดใช้งานยืนยันตัวตนหลายปัจจัย ระวังลิงก์และไฟล์แนบแปลก และไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเกินจำเป็น

4. จีนหลายหน่วยงานร่วมกันปราบการเก็งกำไรคริปโต

ธนาคารกลางจีนร่วมกับกระทรวงความมั่นคง สำนักอินเทอร์เน็ตกลาง และอีก 13 หน่วยงาน ประชุมวางแผนปราบปรามการซื้อขายและเก็งกำไรคริปโต โดยระบุว่ากิจกรรมเหล่านี้เสี่ยงก่ออาชญากรรม เช่น ระดมทุนผิดกฎหมาย การพนัน และรบกวนเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน

ที่ประชุมสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ประสานงานเข้มข้นขึ้น ปรับปรุงนโยบายและกฎหมาย มุ่งเน้นตรวจสอบข้อมูลและเงินทุน เสริมการแชร์ข้อมูล ยกระดับความสามารถในการตรวจจับ และลงโทษอย่างเด็ดขาด

นักวิเคราะห์มองว่า การขยายขอบเขตการทำงานสะท้อนถึงการยกระดับการกำกับดูแลคริปโตของจีน จากการประสานงานเฉพาะทางเป็นการบริหารเชิงระบบ การเข้ามามีบทบาทของสำนักการเงินกลางจะขับเคลื่อนการกำกับจากระดับหน่วยงานสู่เชิงบูรณาการ

การเข้ามาเสริมของกรมกำกับการเงินแห่งชาติ หมายถึงการกำกับจะเปลี่ยนจากตรวจสอบเงินทุนพื้นฐาน สู่การระบุตัวและปราบปรามกิจกรรมการเงินผิดกฎหมายอย่างแม่นยำ ส่วนกระทรวงยุติธรรมจะขยายการกำกับจากเอกสารทางปกครองสู่การใช้กฎหมายที่มีน้ำหนักและเชื่อมโยงกระบวนการยุติธรรม

โดยสรุป มาตรการนี้จะพลิกโฉมระบบกำกับดูแลคริปโตของจีน สร้างความเข้มแข็งด้านกฎหมาย เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน

5. Sony Bank เตรียมออก Stablecoin ผูกดอลลาร์ในสหรัฐฯ

สำนักข่าวนิคเกอิรายงาน Sony Bank วางแผนออกเหรียญ Stablecoin ผูกดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2026 ที่อเมริกา โดยจะใช้จ่ายในเกมและคอนเทนต์อนิเมะในอีโคซิสเต็มของ Sony

การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของ Sony ในการเข้าสู่ Web3 และ Metaverse การออก Stablecoin จะเพิ่มช่องทางการชำระเงินใหม่ และทดลองโมเดลธุรกิจใหม่บนบล็อกเชน

นักวิเคราะห์ชี้ จุดประสงค์หลักเพื่อเติมสภาพคล่องสู่ระบบนิเวศของ Sony และใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนสร้างนวัตกรรมเช่นการชำระเงินข้ามพรมแดน ต่างจากบัตรเติมเงินเกม Stablecoin จะหมุนเวียนได้ทั้งในและนอกอีโคซิสเต็มของ Sony

นอกจากนี้ Stablecoin อาจเป็นประตูสู่ DeFi และบริการการเงินคริปโตอื่นๆ ของ Sony ในอนาคต เช่น การปล่อยกู้ การบริหารสินทรัพย์ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการกำกับดูแล Stablecoin ในสหรัฐฯ ยังเป็นความท้าทายสำคัญ Sony ต้องมั่นใจว่าเหรียญของตนสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

2. ข่าวอุตสาหกรรม

1. Bitcoin ร่วงหลุด 87,000 ดอลลาร์ กระตุ้นความตื่นตระหนก

Bitcoin ร่วงหลุดระดับ 87,000 ดอลลาร์ในช่วงตลาดเอเชียวันที่ 1 ธันวาคม ต่ำสุดวันนั้นที่ 86,317 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์ชี้ปัจจัยกดดันหลักจากท่าทีสายเหยี่ยวของผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นและมาตรการปราบปรามคริปโตของจีน

ราคาล่วงลงพร้อมปริมาณการขายเพิ่มขึ้น เส้นค่าเฉลี่ยหลายเส้นถูกทะลุอย่างรวดเร็ว เกิดโครงสร้างขายออกรุนแรง เทรดเดอร์เร่งปิดสถานะ ทำให้เกิดการล้างโพซิชันต่อเนื่อง ตอกย้ำแรงขาย ข้อมูลระบุ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา Bitcoin ไหลออกจาก OTC Exchange กว่า 19,500 เหรียญ แสดงให้เห็นแรงกดดันด้านเงินทุน

นักวิเคราะห์ระบุว่า แนวรับ 88,600-89,000 ดอลลาร์จะเป็นจุดชี้ชะตาทิศทางขาขึ้น หากไม่ยืนได้ มีโอกาสร่วงลงถึง 87,000 ดอลลาร์หรือต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังแข็งแกร่ง รอบปรับฐานนี้อาจเป็นโอกาสสะสม

2. Ethereum เผชิญทางตัน DeFi ร่วงนำตลาด

Ethereum ในวันที่ 1 ธันวาคมก็ไม่รอดถูกเทขาย ระหว่างวันร่วงกว่า 5% หลุด 2,900 ดอลลาร์ ขณะเดียวกันกลุ่ม DeFi ร่วงหนักสุดถึง 6.4% โดยบางโทเคนยอดนิยมเช่น Yearn ถูกแฮ็ก สูญเงินราว 3 ล้านดอลลาร์

นักวิเคราะห์ชี้ Ethereum ยังแกว่งตัวรอบ 3,000 ดอลลาร์ ขาดแรงขับเคลื่อนขึ้น ปัจจัยหลักคือความไม่แน่ใจต่ออนาคต DeFi, NFT และแอปยอดนิยมอื่นๆ รวมทั้งไม่มีโครงสร้างเงินฝืดชัดเจนแบบ Bitcoin ทำให้ราคาขาดปัจจัยหนุน

อย่างไรก็ตาม อีโคซิสเต็ม Ethereum ยังเติบโตต่อเนื่อง มีศักยภาพสูงในบล็อกเชนที่โปรแกรมได้และ Web3 หากแอปพลิเคชันใหม่ๆ ทยอยเปิดตัว อาจกลับมาเป็นขาขึ้น นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าเทคโนโลยีและจับจังหวะลงทุนอย่างระมัดระวัง

3. Altcoin แตกต่างชัดเจน AI และ GameFi ถูกไล่ซื้อ

ในขณะที่เหรียญหลักร่วง Altcoin กลับเคลื่อนไหวต่างกัน กลุ่ม AI และ GameFi วิ่งสวนตลาด เพิ่มขึ้น 6.84% และ 7.67% ตามลำดับ โดย SoSoValue(SOSO) และ MemeCore(M) ต่างพุ่ง 8.43% และ 7.15%

นักวิเคราะห์มองว่าความนิยมใน AI และ GameFi มาจากความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาว AI คือคลื่นเทคโนโลยีถัดไป ส่วนเกมบล็อกเชนถูกคาดหวังจะเป็นศูนย์กลางความบันเทิงในยุค Metaverse

แต่ก็มีเสียงเตือนว่า การไล่ซื้ออาจเกินจริงและขาดปัจจัยพื้นฐาน ควรรอเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันสุกงอมก่อนลงทุนจริงจัง

4. ตลาดคริปโตซบเซา นักลงทุนระวังรอดูสถานการณ์

โดยรวม วันที่ 1 ธันวาคม ตลาดคริปโตยังซบเซา เหรียญหลักถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง ดัชนีความกลัวและโลภ (Alternative) ลดเหลือ 24 เข้าสู่โซน “กลัวสุดขีด”

นักวิเคราะห์ชี้ สาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาค แม้เฟดอาจชะลอขึ้นดอกเบี้ยแต่เงินเฟ้อยังสูง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยเสี่ยง นักลงทุนจึงรอดูทิศทางตลาดให้ชัดเจน

แต่ก็มีมุมมองบวกว่าตลาดกำลังปรับฐานลดเลเวอเรจ ซึ่งดีต่อสุขภาพระยะยาว กองทุนสถาบันทยอยเข้ามาเติมแรงขับเคลื่อนใหม่ นักลงทุนควรอดทนและรอจังหวะลงทุน

3. ข่าวโครงการ

1. Sui Blockchain เปิดตัว Mainnet นำคลื่นใหม่ Move Ecosystem

Sui คือบล็อกเชนเลเยอร์ 1 ใหม่ที่พัฒนาโดย Mysten Labs มุ่งเน้นประสิทธิภาพสูง ค่าธรรมเนียมต่ำสำหรับแอป Web3 ใช้ภาษา Move มีการขยายขีดความสามารถและความปลอดภัยสูง

ความเคลื่อนไหวล่าสุด: หลังพัฒนาและทดสอบยาวนาน Sui Mainnet เปิดตัวอย่างเป็นทางการ 1 ธันวาคม 2025 นับเป็นบล็อกเชน Move สู่สาธารณชนเจ้าแรก รองรับ Smart Contract, NFT, DeFi พร้อมเครื่องมือ Sui Wallet, Sui Browser ให้ประสบการณ์ครบวงจร

ผลต่อวงการ: Sui ผลักดันระบบนิเวศ Move ดึงดูดนักพัฒนามากขึ้น เป็นประตูสู่โปรเจ็กต์ใหม่ๆ ด้วยประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ Sui จะเร่งการนำ Web3 สู่วงกว้าง และกระตุ้นการเชื่อมโยงกับบล็อกเชนอื่นๆ

เสียงสะท้อน: ผู้เชี่ยวชาญยกให้ Sui เป็นหมุดหมายสำคัญของ Move ทีม Sui เด่นทั้งด้านเทคโนโลยีและสร้างระบบนิเวศ แต่ยังต้องเติมเต็มระบบให้ดึงดูดโปรเจ็กต์และผู้ใช้คุณภาพ จึงจะนำ Move Ecosystem ทะยานได้จริง

2. Aptos เปิดตัว DEX แบบ AMM “Liquidswap”

Aptos คือบล็อกเชนเลเยอร์ 1 ใหม่โดยอดีตทีม Meta ใช้ภาษา Move ชูจุดเด่นประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย ขยายได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุด: Liquidswap DEX แบบ AMM แรกของ Aptos เปิดใช้งานแล้ว พัฒนาโดย Aptos Foundation ใช้ภาษา Rust รองรับปริมาณธุรกรรมสูง ค่าธรรมเนียมต่ำ รองรับ Swap Token ในระบบและมี Liquidity Mining ด้วย

ผลต่อวงการ: Liquidswap เติมเต็มระบบ DeFi ของ Aptos ดึงสินทรัพย์และสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ชูจุดเด่นค่าธรรมเนียมต่ำ ปริมาณธุรกรรมสูง ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้

เสียงสะท้อน: นักวิเคราะห์ชี้ Liquidswap สำคัญต่อ Aptos DeFi แต่ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยและการตรวจสอบ เพราะเป็น AMM แรกของระบบ ระบบนิเวศยังต้องการโปรเจ็กต์คุณภาพมาเสริมศักยภาพบล็อกเชน

3. Gensyn เปิดแพลตฟอร์มพัฒนา Smart Contract ด้วย AI

Gensyn คือบริษัทนวัตกรรมด้าน AI และบล็อกเชน ตั้งเป้าใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนา Blockchain

ความเคลื่อนไหวล่าสุด: Gensyn เปิดตัวแพลตฟอร์มพัฒนา Smart Contract ด้วย AI รวมโมเดลภาษาและเทคโนโลยีสร้างโค้ดอัตโนมัติ เพียงอธิบายฟังก์ชันที่ต้องการ ระบบจะสร้างโค้ด Solidity, Move ฯลฯ ให้ทันที

ผลต่อวงการ: แพลตฟอร์มนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคนักพัฒนา จากเดิมต้องเชี่ยวชาญโค้ด Solidity ฯลฯ มาเป็นแค่บรรยายความต้องการก็เพียงพอ ดึงดูดคนเข้าสู่วงการมากขึ้น

เสียงสะท้อน: วงการต้อนรับ Gensyn เป็นการผสาน AI & Blockchain ที่น่าสนใจ แต่ยังห่วงเรื่องความปลอดภัยและความถูกต้องของโค้ดที่ AI สร้าง จำเป็นต้องพัฒนาต่อเนื่อง โดยรวมถือเป็นไอเดียใหม่ที่ควรจับตา

4. สถานการณ์เศรษฐกิจ

1. เฟดขึ้นดอกเบี้ย 75 จุดพื้นฐาน ความกดดันเงินเฟ้อยังอยู่

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 4 ปี 2025 เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อรุนแรง ข้อมูลล่าสุดดัชนี Core PCE เดือนพฤศจิกายนพุ่ง 5.8% สูงกว่าคาดการณ์ 5.6% สะท้อนเงินเฟ้อแพร่หลายทั่วเศรษฐกิจ

เพื่อรับมือ เฟดประชุมธันวาคมตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยอีก 75 จุดพื้นฐาน ดันกรอบเป้าหมายดอกเบี้ยเป็น 4.25%-4.5% นับเป็นการขึ้นติดต่อกันครั้งที่ 7 สะท้อนความมุ่งมั่นสกัดเงินเฟ้อ

ตลาดตอบสนองหลากหลาย ฝั่งหนึ่งกังวลว่าขึ้นดอกเบี้ยแรงเกินไปจะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ อีกฝั่งหนึ่งเห็นว่าต้องขึ้นอีกเพื่อควบคุมความคาดหวังเงินเฟ้อ

นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs เจน ฮาร์ทลีย์ กล่าวว่า “แม้ดอกเบี้ยสูงจะกระทบเศรษฐกิจ แต่หากคุมความคาดหวังเงินเฟ้อไม่ได้ ต้นทุนระยะยาวจะสูงกว่า เฟดต้องหาจุดสมดุลความเสี่ยง”

โดยรวม เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญความเสี่ยงเงินเฟ้อและถดถอยพร้อมกัน ทิศทางนโยบายเฟดจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางเศรษฐกิจข้างหน้า

( 2. PMI ภาคการผลิตจีนกลับเข้าสู่โซนขยายตัว แนวโน้มฟื้นตัวดี

เศรษฐกิจจีนปลายปี 2025 มีสัญญาณฟื้นตัว ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ เดือนพฤศจิกายน PMI ภาคการผลิตอยู่ที่ 51.4% สูงกว่าค่าเดิม 49.2% กลับสู่โซนขยายตัว สะท้อนกิจกรรมภาคการผลิตฟื้นตัว เติมพลังเศรษฐกิจ

ดัชนีธุรกิจนอกภาคการผลิตเดือนเดียวกันอยู่ที่ 56.7% เพิ่มขึ้น 1.1 จุดจากเดือนก่อน แสดงบริการยังขยายตัวได้ดี มาจากการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

รัฐบาลจีนออกนโยบายกระตุ้นหลายด้าน เช่น เพิ่มงบโครงสร้างพื้นฐาน หนุนอุตสาหกรรมผลิต ขยายอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งเริ่มเห็นผล

นักเศรษฐศาสตร์ Goldman Sachs เอเชีย จู ไฮปิน กล่าวว่า “เศรษฐกิจจีนอยู่ในช่วงฟื้นตัว คาด GDP ปี 2026 โต 5.5% แต่เศรษฐกิจโลกชะลอและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อาจกดดันการส่งออกและการลงทุน”

โดยสรุป เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวทั้งภาคผลิตและบริการ แต่ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกยังต้องติดตาม

) 3. เงินเฟ้อยูโรโซนทำสถิติสูงสุดใหม่ ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง

เศรษฐกิจยูโรโซนปลายปี 2025 เผชิญเงินเฟ้อหนัก ข้อมูลเบื้องต้นจาก Eurostat เดือนพฤศจิกายน เงินเฟ้ออยู่ที่ 10.6% สูงกว่าตุลาคมที่ 10.5% ทำสถิติสูงสุดใหม่ ราคาพลังงานพุ่งเป็นปัจจัยหลัก

ECB ประชุมเดือนธันวาคมตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยอีก 50 จุดพื้นฐาน ดันอัตราดอกเบี้ยฝากเงินเป็น 2.5% นักนโยบายบางส่วนมองว่ายังขึ้นน้อยไป

กรรมการ ECB คริสติน ลาการ์ด แถลงว่า “เราต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยให้พอเหมาะเพื่อลดเงินเฟ้อ เงินเฟ้อสูงสร้างภาระต่อเศรษฐกิจและครัวเรือน”

ตลาดคาด ECB จะขึ้นดอกเบี้ยอีกหลายครั้งในปี 2026 เพื่อคุมเงินเฟ้อ แต่หากขึ้นแรงเกินไปอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว

นักเศรษฐศาสตร์ Deutsche Bank เดวิด ฟอกซ์ กล่าวว่า “ECB ต้องหาจุดสมดุลทั้งคุมเงินเฟ้อและไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นโจทย์ที่ท้าทาย”

โดยรวม เงินเฟ้อเป็นความท้าทายหลักของยูโรโซน ทิศทางนโยบาย ECB จะชี้ทิศเงินเฟ้อและเศรษฐกิจข้างหน้า

5. กำกับดูแล & นโยบาย

1. ประธาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ Gary Gensler เรียกร้องคุมเข้มคริปโต

ภูมิหลังนโยบาย: Gary Gensler ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ได้เรียกร้องหลายครั้งให้เข้มงวดกับการกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโต ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการเงิน SEC มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองนักลงทุนและรักษาความยุติธรรมในตลาด การขาดแคลนกรอบกำกับดูแลเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม

เนื้อหานโยบาย: Gensler ย้ำในสภาคองเกรสว่าตลาดคริปโตขาดมาตรการคุ้มครองนักลงทุนที่เพียงพอและเต็มไปด้วยความเสี่ยง เขาเรียกร้องให้รัฐสภาออกกฎหมายเพิ่มอำนาจกำกับดูแล SEC เพื่อให้ผู้ออกเหรียญและแพลตฟอร์มซื้อขายปฏิบัติตามกฎหมายหลักทรัพย์ที่มีอยู่ และแนะนำให้ Stablecoin อยู่ภายใต้การกำกับดูแลแบบธนาคารเพื่อป้องกันการใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย

ปฏิกิริยาตลาด: ถ้อยแถลงของ Gensler สร้างกระแสถกเถียงในตลาด บางบริษัทและนักลงทุนกังวลว่าการคุมเข้มจะสกัดนวัตกรรม ขณะที่บางฝ่ายเห็นว่าการกำกับดูแลที่เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตระยะยาว ราคาคริปโตผันผวนหลังแถลงการณ์

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: Christopher Blanken ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายคริปโต เห็นว่าการเรียกร้องของ Gensler สะท้อนความกังวลของหน่วยงานกำกับดูแลต่อความเสี่ยงในตลาด กรอบกำกับดูแลที่เหมาะสมจะคุ้มครองนักลงทุนและสร้างความเชื่อมั่น แต่หากเข้มงวดเกินไปอาจขัดขวางนวัตกรรม จำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการคุ้มครองกับการพัฒนา

( 2. FCA อังกฤษออกร่างขอความเห็นกรอบกำกับดูแลคริปโต

ภูมิหลังนโยบาย: FCA (Financial Conduct Authority) เป็นหน่วยงานหลักกำกับตลาดการเงินอังกฤษ ตลาดคริปโตเติบโตต่อเนื่อง การวางกรอบกำกับดูแลชัดเจนเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและเสถียรภาพจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน FCA เคยประกาศจะเพิ่มความเข้มงวดในการคุมคริปโตหลายครั้ง

เนื้อหานโยบาย: FCA เผยแพร่ร่างขอความเห็นเกี่ยวกับกรอบกำกับดูแลคริปโต 6 ธันวาคม วางหลักเกณฑ์เดียวกันสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวกับคริปโต เช่น ป้องกันฟอกเงิน คุ้มครองผู้บริโภค ความยืดหยุ่นการดำเนินงาน และป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน กำหนดบังคับใช้ 1 มกราคม 2024

ปฏิกิริยาตลาด: บริษัทคริปโตในอังกฤษส่วนใหญ่ยินดีที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน มองว่าจะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม แต่บางบริษัทกังวลว่ากฎเข้มอาจเพิ่มต้นทุนการปฏิบัติตาม นักลงทุนคาดหวังว่ากรอบใหม่นี้จะเพิ่มความโปร่งใสและปลอดภัย

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ซาร่า แอชเบิร์น ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายฟินเทค เห็นว่าร่างกรอบกำกับฯ สะท้อนนโยบาย “รับและควบคุม” ของรัฐบาลอังกฤษ กำกับที่เหมาะสมจะส่งเสริมคริปโตระยะยาว แต่รายละเอียดปลีกย่อยและการบังคับใช้ยังต้องปรับปรุง

) 3. MAS สิงคโปร์ออกร่างกฎหมายบริการชำระเงินด้วยโทเคนดิจิทัล

ภูมิหลังนโยบาย: MAS (Monetary Authority of Singapore) เป็นหน่วยงานกำกับการเงินหลักของสิงคโปร์ เพื่อรับมือกับการขยายตัวของบริการชำระเงินด้วยโทเคนดิจิทัล MAS จึงเตรียมวางกรอบกำกับเฉพาะเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบ

เนื้อหานโยบาย: MAS เปิดร่างกฎหมาย “บริการชำระเงินด้วยโทเคนดิจิทัล” 6 ธันวาคม วางมาตรฐานเดียวกัน เช่น ข้อกำหนดใบอนุญาต ภาระหน้าที่ป้องกันฟอกเงิน การบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี รวมถึงบทลงโทษหากฝ่าฝืน คาดประกาศใช้จริงครึ่งแรกปี 2024

ปฏิกิริยาตลาด: บริษัทบริการชำระเงินสิงคโปร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่ากรอบชัดเจนจะเอื้อต่อการเติบโตระยะยาว แต่บางรายกังวลว่ากฎเข้มจะเพิ่มต้นทุนและภาระการปฏิบัติตาม ลูกค้าคาดหวังความปลอดภัยเพิ่มขึ้น

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ศาสตราจารย์เฉิน ซือหยิง จาก NUS เห็นว่าร่างกฎหมายนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลสิงคโปร์ในด้านกำกับดูแลดิจิทัลที่ทันสมัย กฎระเบียบที่เหมาะสมจะช่วยคงสถานะศูนย์กลางฟินเทค แต่หน่วยงานต้องสื่อสารกับภาคธุรกิจให้ดีเพื่อความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง

ดูต้นฉบับ
news.article.disclaimer
แสดงความคิดเห็น
0/400
GateUser-3b0f3522vip
· 2025-12-07 08:41
ขอบคุณมากสำหรับหัวข้อนี้
ดูต้นฉบับตอบกลับ0