สำหรับนักลงทุนที่ต้องการวัดระดับความผันผวนของราคาในตลาด average true range คือ เครื่องมือทางเทคนิคที่มีประสิทธิภาพแต่มักถูกมองข้าม ซึ่งแตกต่างจากตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น MACD หรือ Moving Average ที่ใช้บอกทิศทางราคา ATR นั้นมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์สถาวะการเคลื่อนไหวของราคาแทน เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์วางแผนการเข้า-ออกตลาดได้อย่างเหมาะสม
ความหมายและหลักการพื้นฐานของ Average True Range
Average True Range คือ ตัวชี้วัดเชิงเทคนิคที่ใช้วัดระดับความผันผวนของราคา โดยคำนวณจากการเปลี่ยนแปลงสูง-ต่ำของราคาเฉลี่ยต่อหน่วยเวลา ตัวชี้วัดนี้ไม่ได้สำรวจว่าราคาจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่เป็นการระบุว่าราคาจะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเพียงใด
Average True Range คือ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่วัดความผันผวนของราคาแทนที่จะบอกทิศทาง ตัวชี้วัดนี้มีประสิทธิภาพในการช่วยเทรดเดอร์กำหนดระดับ Stop Loss, Take Profit และประเมินความเสี่ยง ATR ช่วยให้ผู้เทรดเข้าใจว่าตลาดกำลังเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงหรือเงียบสงบ ทำให้การวางแผนการเทรดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อนักลงทุนทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Average True Range และสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง การเทรดจะเป็นระบบมากขึ้นและการจัดการความเสี่ยงจะดีขึ้น ด้วยการรวมตัวชี้วัดนี้เข้ากับกลยุทธ์อื่นๆ เทรดเดอร์สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีความมั่นใจและลดโอกาสการขาดทุน
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
ATR (Average True Range) คือตัวชี้วัดความผันผวนที่ขาดไม่ได้ในการเทรด
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการวัดระดับความผันผวนของราคาในตลาด average true range คือ เครื่องมือทางเทคนิคที่มีประสิทธิภาพแต่มักถูกมองข้าม ซึ่งแตกต่างจากตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น MACD หรือ Moving Average ที่ใช้บอกทิศทางราคา ATR นั้นมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์สถาวะการเคลื่อนไหวของราคาแทน เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์วางแผนการเข้า-ออกตลาดได้อย่างเหมาะสม
ความหมายและหลักการพื้นฐานของ Average True Range
Average True Range คือ ตัวชี้วัดเชิงเทคนิคที่ใช้วัดระดับความผันผวนของราคา โดยคำนวณจากการเปลี่ยนแปลงสูง-ต่ำของราคาเฉลี่ยต่อหน่วยเวลา ตัวชี้วัดนี้ไม่ได้สำรวจว่าราคาจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่เป็นการระบุว่าราคาจะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเพียงใด
ความผันผวนของราคา (Volatility) คือการวัดว่ามูลค่าของสินทรัพย์มีการแกว่งตัวมากน้อยเพียงใด ยิ่งราคาเหวี่ยงไปมามากขึ้น ความผันผวนก็ยิ่งสูง และในทางกลับกัน
ประวัติความเป็นมาของ ATR เริ่มต้นจาก J. Welles Wilder ผู้บุกเบิกสาขาการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งได้นำเสนอตัวชี้วัดนี้ในหนังสือ “New Concepts in Technical Trading Systems” ตัวชี้วัดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเอาชนะข้อจำกัดของวิธีการเดิมที่ใช้เพียงช่วง High-Low ในการวัดความผันผวน
ATR ทำงานและแสดงผลอย่างไร
การทำงานของ average true range นั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา เมื่อใดก็ตามที่เส้นชี้วัด ATR อยู่ในระดับสูง ก็แปลว่าราคาในช่วงนั้นมีการเคลื่อนไหวที่รุนแรง และเมื่อ ATR อยู่ในระดับต่ำ ความผันผวนของราคาก็ลดลง
เมื่อ ATR ขยายตัวสูงขึ้น นักลงทุนจะสังเกตเห็นแท่งเทียนบนกราฟมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งหมายความว่าราคากำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและมีการปรับตัวที่ไม่ปกติ สถานการณ์นี้เรียกร้องให้เทรดเดอร์ระมัดระวังและไม่รีบตัดสินใจในการเข้าซื้อขาย
ในทางตรงกันข้าม เมื่อ ATR วิ่งอยู่ในโซนต่ำ ราคาจะเปลี่ยนแปลงในอัตราที่น้อยมาก บ่งชี้ว่าตลาดอยู่ในช่วงรวมตัว (consolidation) และอาจจะมีการเปิดตัว (breakout) เร็วๆ นี้
นอกจากนี้ ATR ยังช่วยในการกำหนดจุด Stop Loss โดยการพิจารณาช่วงราคาสูงสุด-ต่ำสุด หากราคาปิดตัวต่ำกว่าที่คาดหวัง จุดหยุดขาดทุนก็จะทำงาน
ประโยชน์หลักของการใช้ Average True Range ในการเทรด
1. วัดความผันผวนของตลาดอย่างแม่นยำ
ATR ให้ความสามารถในการวัดความผันผวนของราคาตามช่วงเวลาที่เทรดเดอร์สนใจ ซึ่งช่วยให้ผู้เทรดเข้าใจว่าตลาดกำลังเคลื่อนไหวอย่างไร และประเมินความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. กำหนดจุด Stop Loss และ Take Profit ที่เหมาะสม
นักลงทุนสามารถใช้ค่า ATR เพื่อตั้งระดับหยุดขาดทุนและจุดทำกำไรที่สมเหตุสมผล เช่น ถ้า ATR อยู่ที่ 8.2 จุด ก็อาจตั้ง Take Profit ที่ราคาปัจจุบัน + 8.2 และ Stop Loss ที่ราคาปัจจุบัน – 8.2 หรือใช้ค่า ATR คูณ 2 เพื่อให้ช่วงกว้างขึ้น
3. เพิ่มความหลากหลายในกลยุทธ์การเทรด
Average True Range เป็นพื้นฐานสำคัญของกลยุทธ์ต่างๆ เช่น Momentum Trading, ATR Trailing Stop, และการคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสม
4. ระบุสัญญาณการ Breakout ที่มีความเป็นไปได้สูง
แม้ ATR ไม่ใช่ตัวชี้วัดทิศทาง แต่การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของค่า ATR สามารถช่วยระบุ breakout และการกลับตัวของราคาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
5. ใช้งานง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย
ตัวชี้วัด ATR นี้มีให้ใช้ฟรีในเกือบทุกแพลตฟอร์มการเทรด และไม่ต้องคำนวณเอง เพราะระบบจะทำการคำนวณอัตโนมัติ
ความแตกต่างระหว่าง Volatility (ความผันผวน) กับ Momentum (โมเมนตัม)
ในการเทรดจริง เทรดเดอร์มักจะสะดุดกับคำศัพท์สองคำนี้ ซึ่งมีความหมายที่แตกต่างกันไป
Volatility ซึ่ง ATR ใช้วัด คือการเปลี่ยนแปลงของขนาดการเคลื่อนไหวราคา โดยไม่เกี่ยวข้องกับทิศทาง
Momentum ในทางตรงกันข้าม เป็นการวัดอัตราเร่งและความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหวราคาไปในทิศทางที่แน่นอน อัตราเร่งเพิ่มขึ้น (Acceleration) หมายถึงแนวโน้มกำลังแข็งขึ้น แต่อัตราเร่งลดลง (Deceleration) บ่งชี้ว่าแนวโน้มกำลังอ่อนลง
การรวมตัวของความผันผวนสูงและโมเมนตัมสูงบ่งชี้แนวโน้มที่ชัดเจน โดยแท่งเทียนจะใหญ่แต่ไส้เทียนสั้นๆ ในทางตรงกันข้าม หากความผันผวนสูงแต่โมเมนตัมต่ำ ตัวเทียนจะไม่ใหญ่ และไส้เทียนจะยาวๆ บ่งชี้ว่าตลาดไม่มีทิศทางชัดเจน
วิธีการใช้ Average True Range ในการกำหนดกลยุทธ์เทรด
การคาดการณ์การกลับตัวของราคา
หากค่า ATR ทำทรงสูง ก็มีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวอย่างรุนแรง เนื่องจากความผันผวนที่สูงทำให้ราคาวิ่งขึ้นลงอย่างเสียสมดุล ในระยะสั้นเพียง Pullback ก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทาง
หากค่า ATR ทำทรงต่ำ ก็อาจคาดการณ์ได้ว่าราคากำลังรวมตัว และเมื่อตลาดพบจุดทะลุ (breakout point) ราคาก็จะดีดไปทางใดทางหนึ่งอย่างรุนแรง
การพล็อตระดับ Take Profit และ Stop Loss
วิธีการที่ง่ายที่สุดคือการใช้ค่า ATR โดยตรง ตัวอย่างเช่น:
วิธีนี้ช่วยให้ระดับหยุดขาดทุนและจุดทำกำไรเกี่ยวข้องกับความผันผวนจริงของตลาด แทนที่จะตั้งตามจำนวนเปอร์เซ็นต์ตายตัว
การนำ ATR ไปใช้ในการซื้อขายรายวัน
เทรดเดอร์ที่ทำ Day Trading นั้นต้องติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด ในช่วงเช้าของเซশันตลาด ATR มักจะพุ่งสูงขึ้นทันที่ตลาดเปิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามองในกรอบเวลา 1 นาที หรือ 5 นาที
ความผันผวนที่สูงในช่วงนี้สะท้อนความจริงที่ว่า Lot Size ของการซื้อขายต้องลดลง เพื่อให้การลงทุนเป็นไปตามแผนและไม่เสี่ยงต่อการขาดทุนขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม การดีดตัวของ ATR ในระยะสั้นไม่ได้สะท้อนแนวโน้มในระยะยาวของตลาด เทรดเดอร์ต้องประเมินตัวชี้วัดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น Moving Average หรือ MACD เพื่อยืนยันสัญญาณการเทรด
การคำนวณ ATR พร้อมตัวอย่างเชิงปฏิบัติ
ในสมัยก่อน นักลงทุนมักจะใช้เพียงช่วง High-Low ของราคาในแต่ละแท่งเทียน ซึ่งไม่สามารถจับความผันผวนที่แท้จริงได้ทั้งหมด วิธีการของ J. Welles Wilder นั้นใช้ Gap และความแตกต่างของราคาจากวันก่อนหน้า ซึ่งให้ภาพที่ครบถ้วนมากขึ้น
สูตรการคำนวณ
ขั้นตอนที่ 1: คำนวณ True Range (TR) จาก 3 ค่า:
โดยที่:
ขั้นตอนที่ 2: นำค่า TR ที่หาได้มาหารด้วยจำนวนวันย้อนหลัง (โดยปกติใช้ 14 วัน):
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติว่าเราต้องการคำนวณ ATR 14 วันในวันที่ 4 เมษายน:
ค่า TR ของวันนั้น:
ค่าสูงสุดคือ 1.85 ดังนั้น TR = 1.85
เมื่อรวม TR ของ 14 วันแล้วหารด้วย 14 หากผลลัพธ์คือ 0.82 ค่า ATR 14 วันก็เท่ากับ 0.82 ซึ่งถือว่าอยู่ในโซนความผันผวนสูง
คำถามที่นักลงทุนถามเสมอ
ATR ที่ดีต้องเป็นยังไง?
ATR ที่ดีคือ ATR ที่สามารถระบุการเคลื่อนไหวของราคาได้ในมิติต่างๆ แม้ว่าจะไม่ได้บ่งชี้ทิศทางที่ชัดเจน แต่ควรสะท้อนความผันผวนที่นักลงทุนสามารถใช้ประโยชน์เพื่อกำหนดจุดเข้า-ออกตลาดได้อย่างเหมาะสม
ค่า ATR บอกอะไรกับผู้เทรด?
ATR บอกระดับความผันผวนของราคาในช่วงเวลาที่สนใจ ค่า ATR สูง = ความผันผวนสูง = โอกาสทำกำไรมากแต่ความเสี่ยงก็สูง ค่า ATR ต่ำ = ความผันผวนต่ำ = ตลาดรวมตัวและอาจจะมี Breakout เข้ามา
ควรใช้ Average True Range กับตัวชี้วัดอื่นอย่างไร?
ควรใช้ ATR ร่วมกับตัวชี้วัดทิศทางเช่น Moving Average, MACD หรือ RSI เพื่อยืนยันสัญญาณการเทรด ตัวอย่างเช่น เมื่อ ATR ต่ำและราคาสัมผัส Moving Average ค่า 20 จากด้านล่าง อาจเป็นจุดเข้าซื้อที่ดี
สรุป
Average True Range คือ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่วัดความผันผวนของราคาแทนที่จะบอกทิศทาง ตัวชี้วัดนี้มีประสิทธิภาพในการช่วยเทรดเดอร์กำหนดระดับ Stop Loss, Take Profit และประเมินความเสี่ยง ATR ช่วยให้ผู้เทรดเข้าใจว่าตลาดกำลังเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงหรือเงียบสงบ ทำให้การวางแผนการเทรดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อนักลงทุนทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Average True Range และสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง การเทรดจะเป็นระบบมากขึ้นและการจัดการความเสี่ยงจะดีขึ้น ด้วยการรวมตัวชี้วัดนี้เข้ากับกลยุทธ์อื่นๆ เทรดเดอร์สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีความมั่นใจและลดโอกาสการขาดทุน