This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
ประเทศไหนค่าเงินแพงที่สุด? ค้นหาสกุลเงินอันดับ 1 ของโลกในปี 2566
ในโลกที่มีกว่า 180 ประเทศ แต่ละประเทศมีสกุลเงินของตัวเองเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและทำการค้นหาระหว่างประเทศ คำถามที่น่าสนใจคือ: ประเทศใดมีค่าเงินแพงที่สุดในโลก? เมื่อเราพูดถึง “แพง” เรากำลังหมายถึงสกุลเงินที่หนึ่งหน่วยของมันสามารถแลกได้เป็นสกุลเงินอื่นมากที่สุด ความเข้าใจเรื่องนี้ช่วยให้นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์เข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจโลกได้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น
สกุลเงินของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน: ผู้นำด้านมูลค่า
ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรน้ำมันเป็นเจ้าของสกุลเงินที่แพงที่สุดในโลก โดยสามารถตรึงค่าเงินไว้อย่างมั่นคง
1. ดีนาร์คูเวต (KWD) - สกุลเงินแพงที่สุด
ประเทศคูเวตครองอันดับหนึ่งด้วยดีนาร์คูเวตซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยน 1 KWD = 3.26 USD ด้วยการส่งออกน้ำมันราว 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน คูเวตถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 10 ของโลก รายได้จากน้ำมันสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวประชากรที่สูงกว่า $20,000 ต่อปี และดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลตลอดเวลา
ดีนาร์คูเวตเข้ามาใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2503 แทนที่สกุลเงิน Gulf Rupee โดยตรึงค่าไว้ที่ 1 ปอนด์สเตอร์ลิง ต่อมาปรับเป็นการตรึงกับตะกร้าเงินจนถึงปัจจุบัน ความเสถียรของสกุลเงินนี้มาจากแหล่งรายได้ที่มั่นคงและเงินสำรองระหว่างประเทศที่มหาศาล
2. ดีนาร์บาห์เรน (BHD) - อันดับสอง
เกาะบาห์เรนเป็นศูนย์กลางการเงินอีกแห่งในตะวันออกกลาง โดยดีนาร์บาห์เรนมีอัตราแลกเปลี่ยน 1 BHD = 2.65 USD นำมาใช้เมื่อปี 2508 แทนที่ Gulf Rupee เช่นกัน ตรึงค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐเป็นทางการตั้งแต่ปี 2544
บาห์เรนสร้างรายได้จากการส่งออกน้ำมัน และแม้ว่าจะตรึงค่ากับ USD แต่การเงินที่มั่นคงและเงินเฟ้อต่ำ (0.8%) ทำให้บาห์เรนได้ชื่อว่าเป็นจุดหมายปลายทางด้านการเงินระหว่างประเทศ
3. เรียลโอมาน (OMR) - อันดับสาม
โอมานเป็นประเทศร่ำรวยจากการค้าน้ำมัน โดยเรียลโอมานอยู่ที่ 1 OMR = 2.60 USD ผลิตน้ำมันได้ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันและถือเป็นผู้ผลิตอันดับ 21 ของโลก
เรียลโอมานตรึงค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปี 2516 ความสม่ำเสมอในนโยบายการเงินและระดับเงินเฟ้อต่ำทำให้เรียลโอมานมีเสถียรภาพสูง เศรษฐกิจโอมานขยายตัวสูงถึง 4.1% ต่อปี ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ
สกุลเงินเก่าแก่ของยุโรป: มรดกสกุลเงินที่ทรงอิทธิพล
นอกเหนือจากประเทศน้ำมันแล้ว สกุลเงินของยุโรปยังคงรักษาตำแหน่งสำคัญด้านมูลค่า
4. ดีนาร์จอร์แดน (JOD) - อันดับสี่
ดีนาร์จอร์แดนอยู่ที่ 1 JOD = 1.41 USD ตรึงค่ากับดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจอร์แดนไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน แต่ประเทศนี้มีเงินสำรองระหว่างประเทศที่มั่นคง $13,533 ล้านดอลลาร์ ณ ปลายปี 2566
เศรษฐกิจจอร์แดนขยายตัว 2.7% ต่อปี โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวประชากร $3,891 ต่อปี แม้มีดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ แต่ความมั่นคงการเมืองและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ยังคงสนับสนุนค่าเงิน
5. ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) - อันดับห้า
ปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษยังคงเป็นสกุลเงินมูลค่าสูง อยู่ที่ 1 GBP = 1.33 USD สกุลเงินนี้มีประวัติยาวนานตั้งแต่ยุคแองโกลแซกซอน มีการใช้เงินแบบทศนิยมตั้งแต่ปี 1971
เศรษฐกิจอังกฤษเป็นอันดับ 6 ของโลกคิดเป็น 3% ของจีดีพีโลก ลอนดอนอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางการเงินระดับโลก นอกจากนี้อังกฤษยังมีภาคเทคโนโลยีมูลค่า $1 ล้านล้าน ใหญ่เป็นอันดับ 3 หลังสหรัฐและจีน เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งนี้สนับสนุนให้ปอนด์สเตอร์ลิงมีอำนาจ
6. ปอนด์ยิบรอลตาร์ (GIP) - อันดับหก
ปอนด์ยิบรอลตาร์เป็นสกุลเงินของดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ อยู่ที่ 1 GIP = 1.33 USD ตรึงค่าเงินกับปอนด์สเตอร์ลิงในอัตรา 1:1
ยิบรอลตาร์ถูกนำมาใช้เมื่อปี 1934 แม้ว่าใช้เฉพาะภูมิภาคแต่ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงการเงิน การกำหนดภาษีต่ำ และการพึ่งพาการท่องเที่ยวและการเงินระหว่างประเทศ
7. ฟรังก์สวิส (CHF) - อันดับเจ็ด
ฟรังก์สวิสที่อยู่ที่ 1 CHF = 1.21 USD ถูกเรียกว่า “Safe Haven” เนื่องจากสวิสมีกฎหมายสำรองทองคำ 40% เพื่อหนุนค่าเงิน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ฟรังก์สวิสก็ได้ชื่อว่าเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยและเสถียร
ระหว่างวิกฤตการเงินและสงครามโลก สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นรัฐตัวกลางที่เป็นหลุมหลบภัยสำหรับสินทรัพย์โลก ทำให้ฟรังก์สวิสมีความต้องการสูงและเป็นสกุลเงินสำรองสำคัญแม้ไม่ผูกค่ากับดอลลาร์
สกุลเงินพื้นที่อื่น ๆ ที่มีมูลค่าสูง
8. ดอลลาร์หมู่เกาะเคย์แมน (KYD) - อันดับแปด
ดอลลาร์หมู่เกาะเคย์แมนอยู่ที่ 1 KYD = 1.20 USD ศูนย์กลางการเงินนอกชายฝั่งที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ตรึงค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปี 1972
เกาะเคย์แมนเป็นศูนย์กลางการเงินสำคัญด้วยกฎหมายการเงินที่มั่นคงและการกำหนดภาษีต่ำ แม้ว่าจะมีการใช้ในระดับสากลจำกัด แต่ความแข็งแกร่งของมัลค่าตัวเงินสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่สมดุล
9. ยูโร (EUR) - อันดับเก้า
ยูโรเป็นสกุลเงินของ 20 ประเทศในสหภาพยุโรป ปัจจุบันอยู่ที่ 1 EUR = 1.13 USD เข้ามาใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2542 และใช้เงินจริงเมื่อปี 2545
ยูโรเป็นสกุลเงินสำรองของ IMF ด้วยสัดส่วน 29.31% ของ SDR และเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศอันดับสองรองจาก USD ด้วยขนาด 19.58% หลังจากวิกฤตหนี้ของกรีซ เงินยูโรได้รับความสนใจมากขึ้นจากนักลงทุน
ตารางเปรียบเทียบสกุลเงินแพงที่สุด 10 อันดับ
บทสรุป: ค่าเงินแพงสุดไม่เสมอแพงที่สุด
ค่าเงินแพงที่สุดของโลกในปี 2566 ส่วนใหญ่เป็นของประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่มั่งคั่งเช่นคูเวต บาห์เรน และโอมาน นอกจากนี้ยังรวมถึงประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและศูนย์กลางการเงิน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระลึกไว้ว่าค่าเงินแพงแต่ไม่เสมอหมายถึงความปลอดภัยและทรงอิทธิพล เมื่อเลือกสกุลเงินที่จะถือครอง ควรพิจารณาความน่าเชื่อถือของรัฐบาล สถานการณ์เศรษฐกิจในระยะยาว และนโยบายการเงินของประเทศนั้น ๆ ด้วย ประเทศใดค่าเงินแพงที่สุด ยังต้องขึ้นอยู่กับความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา